Skip to content

จาก MDGs สู่ SDGs เป้าหมายการพัฒนาที่เปลี่ยนไปเพื่อความยั่งยืน

โดย: ณัชฎา คงศรี | SDG Move

ความเป็นมา

MDGs (Millennium Development Goals) หรือเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ เกิดจากการรวมตัวกันในการประชุมสุดยอดแห่งสหัสวรรษขององค์การสหประชาชาติที่มหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ปี พ.ศ. 2543 โดยผู้นำประเทศได้มีการตกลงร่วมกันถึงเป้าหมายในการพัฒนาร่วมกันทั้งสิ้น 8 เป้าหมาย โดยกำหนดกรอบเวลาในการบรรลุไว้ 15 ปี คือ ระหว่างปี พ.ศ. 2543-2558 (ค.ศ.2000-2015) MDGs จึงเปรียบเสมือนเป็นประวัติศาสตร์และการขับเคลื่อนของโลกในการจัดการกับปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้น MDGs ได้สื่อสารทำให้สังคมโลกได้เกิดความตื่นตัวต่อการแก้ไขปัญาความยากจน โรคติดต่อ การไม่ได้รับการศึกษาของเด็กทั่วโลก ความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ นอกจากนี้การที่ MDGs วางเป้าหมายที่ชัดและมีเวลากำกับ ทำให้การสื่อสารเกิดประสิทธิภาพมากกว่าการทำแผนในยุค 90’s

ด้วย MDGs ได้สิ้นสุดระยะของเป้าหมายตามที่กำหนดในปี พ.ศ. 2558 ทาง UN ได้มีการเตรียมการ และจัดประชุมล่วงหน้าในหลากหลายระดับ รวมไปถึงการรวบรวมความคิดเห็นของประชาคมโลกผ่าน internet เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี ก่อน พ.ศ. 2558 เพื่อร่วมกำหนดกรอบในการเสริมสร้างมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วโลกในระยะต่อไปได้มีการกำหนดกรอบเป้าหมายใหม่ที่เรียกว่า เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs (Sustainable Development Goals) ออกมาเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2558 โดยจะใช้เป้าหมายนี้เป็นกรอบในการขับเคลื่อนโลกไปจนถึง เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2573 (15 ปี) ซึ่ง SDGs ได้ถูกพัฒนาบนพื้นฐานการมองความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยแบ่งเป้าหมายออกเป็น 17 เป้าหมาย นอกจาก 17 เป้าหมายดังกล่าวที่มีการพัฒนาใน 3 มิติ คือ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมตามแนวทางของ SDGs  แล้วสำหรับประเทศไทยเองนั้น ยังให้ความสำคัญกับมิติทางด้านวัฒนธรรมอีกด้วย

sdgs-to-mdgs.jpg

จุดแข็ง จุดอ่อน และความแตกต่างระหว่าง MDGs และ SDGs

อาจกล่าวได้ว่า การเกิดขึ้นของ MDGs สะท้อนมุมมองการแก้ไขปัญหาของโลกแบบเส้นตรง ภายใต้กระบวนการแบบบนลงล่าง (top down process) อย่างชัดเจน เหตุเพราะกระบวนการได้มาซึ่ง MDGs นั้นมาจากการร่างของคณะผู้เชี่ยวชาญ (technocrats) ขาดการมีส่วนร่วมระหว่างประเทศสมาชิกในการถกเถียง หรือหารือกันเพื่อจัดลำดับประเด็นปัญหาสำคัญของโลก แต่ MDGs มีจุดแข็งอยู่ที่การนำเสนอที่กระชับ เข้าใจง่าย และมีการกำหนดกรอบประเด็นที่ชัดเจน หากแต่ SDGs นั้นได้มีการสร้างการมีส่วนร่วมทั้งทางตรงและทางอ้อมระหว่างประชาคมโลกในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปัจเจกผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ต ระดับองค์กรภาคประชาสังคม (Civil Society Organizations: CSOs) ผ่านการจัดประชุมระดมความคิดในรายประเด็นและระดับพื้นที่ จนไปถึงระดับภาครัฐและผู้นำประเทศผ่านการประชุมระดับผู้เชี่ยวชาญและการประชุมสุดยอดผู้นำโลก เพื่อให้ได้มาซึ่งกรอบประเด็นที่ครอบคลุมประเด็นปัญหาสำคัญทั้งประเทศที่รายได้สูงและรายได้น้อย ทันสมัย และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในอีก 15 ปีข้างหน้า

จากการที่ MDGs เกิดจากคณะผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง (high income countries) จึงทำให้มุมมองในการกำหนดเป้าหมายพุ่งเป้าไปในเรื่องของการแก้ไขปัญหาของประเทศที่ยังมีรายได้น้อย (low income countries) อาทิ เรื่องการแก้ไขปัญหาความยากจนโดยพิจารณาในเรื่องของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (GDP) โรคติดต่ออย่างมาลาเรีย การแก้เรื่องของสุขภาพมารดาที่ตั้งครรภ์ เป็นต้น ซึ่งกลุ่มปัญหาเหล่านี้มีอัตราการเกิดไม่มากในประเทศที่มีรายได้สูง หรือในกลุ่มประเทศที่รายได้ปานกลางหลายประเทศ จึงทำให้กลุ่มประเทศเหล่านี้อยู่ในบทบาท “ผู้ให้ความช่วยเหลือ” มากกว่าการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเดินไปสู่การบรรลุเป้าหมายของโลกในการพัฒนา จน MDGs เคยถูกแปลงความหมายจากนักคิดบางคนจากเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals) กลายเป็น เป้าหมายการพัฒนาขั้นต่ำ (Minimum Development Goals) (Harcourt, 2005)

SDGs ได้นำเอาบทเรียนของ MDGs ในเรื่องนี้มาปรับปรุงรูปแบบการวางเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน จากเดิมที่มุ่งเน้นการไปสู่การบรรลุเป้าหมายขั้นต่ำของการพัฒนา มาเป็นการมองประเด็นต่างๆของโลกแบบเชื่อมโยงกันทั้งมิติสังคม (Social Dimension) มิติเศรษฐกิจ (Economic Dimension) และมิติสิ่งแวดล้อม (Environmental Dimension) โดยมีมิติการบริหารจัดการ (Management Dimension) เป็นกลไกในการเชื่อมโยงเพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ครอบคลุมบริบทที่แตกต่างกันระหว่างประเทศที่มีรายได้สูง และประเทศที่รายได้น้อย ให้มีบทบาทและส่วนร่วมต่อการเดินไปสู่เป้าหมาย อาทิ ในประเด็นมิติสิ่งแวดล้อม อันเกิดมาจากสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่มาจากการกระทำของมนุษย์ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่เกิดใหม่อย่าง จีน อินเดีย บราซิล เป็นต้น และปัญหาการปล่อยแก๊ซเรือนกระจก คาร์บอนไดออกไซด์ โจทย์สำคัญของ SDGs คือการดึงให้กลุ่มประเทศที่เป็นต้นตอของปัญหาซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นประเทศที่มีรายได้สูงเข้ามามีส่วนร่วมในการลดการเกิดปัญหา ไปจนถึงการช่วยเหลือ สนับสนุนการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ทั้งการสร้างพลังสะอาด (Clean Energy) การสนับสนุนการบริโภคและการผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Consumption and Production) เป็นต้นเปรียบเทียบระหว่างเป้าหมายและผลลัพธ์ที่สำคัญของ MDGs กับ SDGs

MDGs ผลลัพธ์ SDGs
1. การแก้ไขปัญหาความยากจน โดยตั้งเป้าหมายว่าจะลดจำนวนคนจนให้ได้ร้อยละ 50 จากการดำเนินงานพบว่ายังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้เพียงประมาณร้อยละ 36 1. ขจัดความยากจน ความหิวโหย ให้หมดไปจากโลกนี้

 

2. ทำให้เด็กทุกคนในโลก มีการศึกษาอย่างน้อยขั้นประถม จากการดำเนินงาน พบว่า เด็กในประเทศที่ยากจนที่สุด ได้รับการศึกษาขั้นประถมเพิ่มขึ้น เป็นร้อยละ 74 แต่ก็ยังไม่บรรลุเป้า 2. เด็กทุกคนบนโลกจะต้องมีการศึกษาอย่างน้อยชั้นมัธยมศึกษา
3. ลดจำนวนคนติดโรคเอดส์ ให้ได้ครึ่งหนึ่ง จากการดำเนินงาน พบว่าผู้ป่วยโรคเอดส์ มีจำนวนลดลง ประมาณร้อยละ 40 แต่ก็ยังไม่บรรลุเป้า 3. หยุดยั้งการแพร่ระบาดของโลกร้าย อาทิ โรคเอดส์ วัณโรค มาเลเรีย

อ้างอิงข้อมูลจาก – รศ.ดร.ประภัสร์ เทพชาตรี ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากเว็บ http://www.drprapat.com/sustainable-development-goals-sdgs/

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าการดำเนินการของ MDGs ในระยะที่ผ่านมาส่งผลต่อการลดลงของปัญหาของโลกได้มากก็จริงแต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ การที่ SDGs ได้มีการตั้งเป้าหมายที่สูงกว่าเป้าหมายเดิมเป็นเท่าตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีต่อการชี้เป้าและสร้างความร่วมระหว่างประชาคมโลกในการแก้ปัญหา แต่การจะบรรลุเป้าหมายได้จริงนั้นจำเป็นต้องอาศัยเงินทุน และความร่วมมืออย่างมากจากทุกประเทศ ดังนั้นกระบวนการในการเคลื่อน SDGs จึงถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญ อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของโลกอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อมนุษย์ในหลากหลายมิติทั้งการเกิดขึ้นของภัยพิบัติที่รุนแรงและถี่ขึ้น การเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ที่ทำได้ยากขึ้น ประกอบการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างรวดเร็ว โดยมีรายงานจาก UN Population Division ว่าประชากรของโลกมีการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละประมาณ 75-80 ล้านคน และคาดว่าจำนวนประชากรของโลกจะแตะ 9 พันล้านคนในช่วงกลางศตวรรษที่ 21 อีกทั้งการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของรายได้ประชากรในประเทศที่ประชากรมากอย่าง จีน และอินเดีย จะส่งผลให้ความต้องการอาหารของโลกเพิ่มขึ้น ในขณะที่พื้นที่ในการเพาะปลูก และการเกษตร ของโลกมีจำนวนลดลง มีโอกาสส่งผลให้โลกเผชิญกับวิกฤตของการขาดแคลนอาหารได้

จากการประชุม 2016 Global Forum on Development โดยภายในงานมีผู้เชี่ยวชาญอย่าง Mario Pezzini ผู้อำนวยการ Organization for Economic Cooperation and Development (OECD) ได้พูดถึงความท้าทายใหญ่ๆที่อาจส่งผลต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ไว้ดังต่อไปนี้

  1.  จำนวนประชากรในทวีปแอฟริกา: จากการประเมินพบว่า แนวโน้มประชากรในทวีปแแอฟริกา มีโอกาสเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าในปี 2050 ซึ่งมากกว่าประวัติศาสตร์การเพิ่มขึ้นของประชากรทั้งในจีนและอีนเดีย
  2. การอพยพ: ถ้าเรายังไม่สามารถควบคุมประชากรที่เพิ่มสูงขึ้นในทวีปแอฟริกาได้ โลกก็จะเผชิญกับปัญหาผู้อพยพจำนวนมหาศาล
  3. ความช้า และความไม่เท่าเทียมในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ: จากประสบการณ์ในหลายประเทศพบว่าทศวรรษที่ผ่านๆมานั้น มีบางประเทศได้ประสบกับการพัฒนาที่ล่าช้า และไม่ต่อเนื่อง ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหา หรือหยิบยื่นโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับกลุ่มเป้าหมาย
  4. อาสาสมัครชนชั้นกลาง: การที่โอกาสทางเศรษฐกิจมีข้อจำกัดอาจส่งผลต่อชนชั้นกลางที่เป็นอาสาสมัครคนสำคัญต่อการขับเคลื่อนป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในส่วนของภาคประชาชน การที่สภาวะทางเศรษฐกิจบีบขั้นอาจทำให้การตัดสินใจเข้ามามีส่วนร่วม ร่วมทำงานอาสาสมัครของกลุ่มนี้ถูกจำกัดลง

เสาหลักสำคัญในการเคลื่อน SDGs

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของโลกอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อมนุษย์ในหลากหลายมิติทั้งการเกิดขึ้นของภัยพิบัติที่รุนแรงและถี่ขึ้น การเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ที่ทำได้ยากขึ้น ประกอบการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างรวดเร็ว โดยมีรายงานจาก UN Population Division ว่าประชากรของโลกมีการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละประมาณ 75-80 ล้านคน และคาดว่าจำนวนประชากรของโลกจะแตะ 9 พันล้านคนในช่วงกลางศตวรรษที่ 21 อีกทั้งการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของรายได้ประชากรในประเทศที่ประชากรมากอย่าง จีน และอินเดีย จะส่งผลให้ความต้องการอาหารของโลกเพิ่มขึ้น ในขณะที่พื้นที่ในการเพาะปลูก และการเกษตร ของโลกมีจำนวนลดลง มีโอกาสส่งผลให้โลกเผชิญกับวิกฤตของการขาดแคลนอาหารได้

จากความท้าทายดังกล่าว จึงเป็นที่มาที่ทำให้ SDGs ได้กำหนดหมวดหมู่การดำเนินการออกเป็น 3 หมวด คือ การพัฒนาทางเศรษฐกิจ การจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และการสร้างการมีส่วนร่วมของสังคม โดยมีการบริหารจัดการที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ เป็นกลไกในการเชื่อมโยง ซึ่งสามารถแบ่งรายละเอียดดั้งนี้

  1. การพัฒนาทางเศรษฐกิจ – การทำให้ประชากรของโลกได้มีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต เข้าถึงแหล่งน้ำ และระบบสุขาภิบาลที่สะอาด เพียงพอ ยั่งยืน สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน มีโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต อาทิ ไฟฟ้า ถนน และการเชื่อมต่อข้อมูลกับประชาคมโลก
  2. การจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน – การทำให้โลกเคลื่อนไปสู่การลดการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และแก๊สเรือนกระจกพร้อมกัน การพัฒนานวัตกรรมพลังงานที่สะอาด เข้าถึงได้ การจัดการการเพิ่มขึ้นของประชากรให้สามารถมั่นใจได้ว่าประชากรจะมีความพร้อมในการมีครอบครัว เด็กจะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ การจัดการนวัตกรรมทางการเกษตรที่ยั่งยืน
  3. การสร้างการมีส่วนร่วมของสังคม – การส่งเสริมให้พลเมืองมีการเป็นที่ดี (wellbeing) สามารถเข้าถึงโอกาสในการที่จะบรรลุศักยภาพสูงสุดของแต่ละบุคคล ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้น เพศ ศาสนา ภาษา เชื้อชาติ ตลอดจนสีผิว ทุกประเทศจะต้องมีการติดตามและวัดระดับความพึงพอใจในชีวิตของพลเมือง
  4. การบริหารจัดการที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ – ภาครัฐ และผู้บริหารในทุกระดับจะต้องมีส่วนร่วมต่อการเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใต้การมีพันธะสัญญาต่อระบอบกฎหมาย สิทธิมนุษยชน ความโปร่งใส การมีส่วนร่วม ความร่วมมือระหว่างภาคส่วน ตั้งแต่ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และประชาชน เพื่อให้เกิดการจัดการที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับความต้องการ โปร่งใส และได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนไม่ใช่เป็นเพียงการขับเคลื่อนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า การที่เราจะสามารถเคลื่อนไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้นั้นจำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง สำหรับเพจ SDG Move ก็ขอเป็นส่วนหนึ่งในการเคลื่อนครั้งนี้ด้วย แล้วมาเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนไปพร้อมกันนะคะ

อ่านเพิ่มเติมว่าประเทศอื่น ๆ ได้ทำอะไรไปแล้วบ้างได้ ที่ บทความ Sustainable Development Goal (SDGs): The Current World Trend (ภาษาอังกฤษ)

banner

อ้างอิง:

Sakiko Fukuda-Parr. From the Millennium Development Goals to the Sustainable Development Goals: shifts in purpose, concept, and politics of global goal setting for development. Gender & Development, 2016, VOL. 24, NO. 1, 43–52. 18 Feb 2016.

Jeffrey D Sachs. From Millennium Development Goals to Sustainable Development Goals. Lancet 2012; 379: 2206–11.

รศ.ดร.ประภัสร์ เทพชาตรี. Sustainable Development Goals (SDGs). ค้นข้อมูลจากเว็บ http://www.drprapat.com/sustainable-development-goals-sdgs/ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560.

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: